แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ J.Artist Next to แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ J.Artist Next to แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

J.Artist Next to :: 瀧川ありさ Takigawa Alisa

สวัสดีครับ เกมส์กิตครับ มาพบกับ J.Artist Next to กันอีกครั้งครับ จริงๆต้องเรียกว่าเจอกันได้ซักที
จะดูเหมาะกว่านะครับ เพราะว่านานๆครั้ง จะได้เขียนสักที แต่ที่ไม่ได้เขียนนั่นเป็นเพราะว่า 
ตัวผมเองยังไม่เจอนักร้อง-ศิลปินท่านใดที่จะเข้าตาและทำให้ผมนำมาเขียนอย่างจริงจังนั่นเองครับ สำหรับวันนี้ที่เข้ามาเขียนอีกครั้งก็เพราะเจอเป้าหมายนั้นแล้วนั่นละครับ 
ไม่ต้องรอช้ากันเลยครับไปอ่านกันดีกว่าครับ :)

ผมต้องบอกก่อนเลยครับว่าส่วนใหญ่เพลงญี่ปุ่นที่ผมฟังนั้น เสียงร้องที่ผมรู้สึกประทับใจที่สุด
ไม่ใช่เสียงร้องของศิลปินผู้ชาย แต่แรกเริ่มนั้นผมฟังเพลงที่เป็นเสียงผู้หญิงร้องมาก่อนครับ
ผมค่อนข้างประทับใจเสียงร้องแบบนั้นมากกว่า ผมอธิบายไม่ค่อยถูกเหมือนกันว่าทำไม
และเสียงร้องเพลงของศิลปินหญิงหลายๆท่าน ก็ไม่ใช่ว่าจะมีโทนเสียงเหมือนกัน
บางท่านก็ น่ารักเสียงโทนแหลม บางคนก็เสียงหนาและดูแข็งแรง บางคนก็สองอย่างเลย (เอ๊ะ?)
แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ชอบทั้งสองแบบละครับ ซึ่งที่กล่าวเกริ่นมาซะเยอะแยะ
คือผมมีศิลปินในดวงใจอยู่หนึ่งท่านครับ เธอเป็นคนที่มีเสียงร้องที่แข็งแรง
และหลายๆท่านเห็นเธอก็อาจจะไม่เชื่อก็ได้ว่าเสียงร้องที่แข็งแรงนี้
จะเป็นเสียงของเธอถ้าเกิดได้เห็นรูปของเธอแล้ว
เธอคนนี้ผมได้ติดตามมาตั้งแต่ช่วงที่เธอเดบิวต์ใหม่ๆ ติดตามด้วยความบังเอิญ
และก็ไม่คิดว่าเธอจะมีชื่อเสียงมากขึ้นและเพิ่มขึ้นได้ขนาดนี้ ที่ผมกล่าวถึงทั้งหมดนั้น นั่นก็คือเธอ 

瀧川ありさ (TAKIGAWA ALISA)

ทาคิงาวะ อาลิซะ เกิดและใช้ชีวิตอยู่ที่โตเกียวตั้งแต่ช่วงเด็กๆสิ่งที่เธอรู้จักตั้งแต่สมัยเด็กๆนั่นคือ "ดนตรี"
เธอเองชอบร้องเพลงตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาล แม้ว่าเธอจะยังไม่ค่อยรู้ตัว ว่าทำไมถึงชอบร้องเพลงก็ตาม
แต่หลังจากที่เริ่มโตขึ้นมาในช่วงวัยรุ่นคำตอบที่เธอมักจะหาคำตอบให้ไม่ได้ในช่วงเด็กๆก็กลับหมุนเปลี่ยนเป็นกลายเป็นเป้าหมายของตัวเอง หลังจากนั้นไม่นานเธอได้ร่วมเป็นนักร้องของชมรมโรงเรียน
และร่วมกันตั้งวงดนตรีเล็กๆกับเพื่อนๆในห้องขึ้นมา ซึ่งเธอก็รับหน้าที่ในตำแหน่ง นักร้องนำและกีต้าร์
ซึ่งเพลงที่วงของพวกเธอจะเล่นส่วนใหญ่จะเป็นเพลงของวง The Beatles แต่หลังจากนั้นอีกไม่นาน
วงของพวกเธอก็ได้ร่วมสร้างเพลงของตัวเองขึ้นมาจนกระทั่งรวบรวมสมาชิกได้จนครบ 4 คนก็ได้ร่วม
เดินทางเล่นดนตรีกันอยู่หลายปี จนกระทั่งในช่วงเดือนตุลาคม ปี 2012 วงของเธอก็ได้แยกย้ายและยุบวง กันไปโดยปริยาย ด้วยเหตุผลทางด้านเวลาและการเรียนของสมาชิกแต่ละคน


หลังจากนั้น ทาคิงาวะก็เคว้งคว้างและไม่ได้เล่นดนตรีอยู่หลายปี
เธอเคยคิดอยู่หลายๆครั้ง ว่าจะเลิกเล่นดนตรีและหางานทำแบบการใช้ชีวิตทั่วไป
แต่สิ่งที่เธอได้คำตอบกลับมาจากการครุ่นคิดอยู่ตลอดคือการอยากทำดนตรี
เธออยากจะเชื่อมต่อความรู้สึกบางอย่างที่เธอเข้าใจและแบ่งปันสิ่งนั้นให้กับผู้คนอีกหลายๆคน
ได้ยอมรับและเข้าใจในสิ่งที่เธออยากจะพูดและบอก
ซึ่งสิ่งที่เธอสามารถจะทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้คือ "เพลง"
หากแต่ว่าความฝันของเธอคือการสร้างวงดนตรีและทำเพลงขึ้นมา มันไม่สามารถเป็นจริงได้
สิ่งที่เธอสามารถจะทำได้เพื่อจะให้บรรลุความฝันได้ ในตอนนี้คงมีเพียง การเป็นศิลปินเดี่ยว
ดังนั้นเธอจึงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในฐานะศิลปินเดี่ยวมาจนถึงตอนนี้
โดยซิงเกิ้ลเปิดตัวซิงเกิ้ลแรกที่พาเธอเข้ามาสู่ในวงการเพลงนั่นคือเพลง Season

1st Single "Season" วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2015

โดยซิงเกิ้ลแรกนี้เป็นทั้งผลงานเปิดตัวและยังนำถูกไปประกอบอนิเมะเรื่อง 七つの大罪 ซึ่งเมื่อซิงเกิ้ลนี้ถูกปล่อยไม่นานก็ได้รับความนิยมและมีคนรู้จักไม่น้อย ถือเป็นการเพิ่มพลังใจให้เธอได้ดีทีเดียว
สำหรับเพลงในซิงเกิ้ลนี้มีทั้งหมด 3 เพลง ประกอบไปด้วยเพลง Season, Lost Love Letter และเพลง 
ふたりよがり ซึ่งเป็นเพลงที่เธอลงมือเขียนเองทั้งหมด โดยมี Watanabe Takuya เป็นผู้ดูแลการทำงาน



2nd Single "夏の花" วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2015

ซิงเกิ้ลที่สองของเธอ "夏の花" เธอเลือกจะใช้เพลงที่เป็นอีกแนวดนตรีที่เธอชอบ
โดยผสมผสานเสียงเปียโนเบาๆเข้าไปและเขียนเนื้อหาที่เหมาะกับช่วงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง 
(เป็นช่วงที่ซิงเกิ้ลนี้กำลังจะวางจำหน่าย)
โดยซิงเกิ้ลนี้ประกอบไปด้วยเพลง 夏の花, Summer of Love และเพลง 赤いスニーカー
โดยทั้งสามเพลงก็ยังเป็นเพลงจากปลายปากกาของเธอ และยังได้ Watanabe Takuya 
เป็นผู้ดูแลการทำงานของซิงเกิ้ลเช่นเดียวกับซิงเกิ้ลที่แล้ว



3rd Single "さよならのゆくえ" วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2015

ซิงเกิ้ลนี้เป็นอีกหนึ่งซิงเกิ้ลที่ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะเพลง さよならのゆくえ นั้น นอกจากจะเป็นเพลงหลักของซิงเกิ้ลนี้แล้ว ยังถูกนำไปประกอบอนิเมะภาคต่ออย่างเรื่อง 終物語 ซึ่งไม่แปลกเลย
ที่เธอจะเป็นที่รู้จักในหมู่แฟนอนิเมะเรื่องดังกล่าว และเช่นเดียวกันเพลงนี้ก็ทำให้เธอมีแฟนคลับเพิ่มขึ้น
โดยนอกจากเพลงหลักแล้วในซิงเกิ้ลนี้ยังประกอบไปด้วยเพลง 1991 และ 銀河鉄道の降り方
ซึ่งทั้งสามเพลงยังคงเป็นเพลงจากปลายปากกาของเธอเอง และยังได้เพื่อนร่วมสังกัดอย่าง Saku 
มาร่วมเรียบเรียงดนตรีและควบคุมการทำงานของซิงเกิ้ลนี้ทั้งหมดทุกขั้นตอน



4th Single "Again" วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2016

ซิงเกิ้ลแรกของปี 2016 โดยครั้งนี้เธอเลือกที่จะกล่าวความรู้สึกเหงาๆหม่นๆผ่านเสียงดนตรีอีกครั้ง
เพลง Again เป็นเพลงที่ยังคงลายเซ็นทางเนื้อหาและดนตรีในแบบของเธอเองไว้ครบถ้วน ที่สำคัญยังคงมีน้ำเสียงที่ชัดเจนทั้งเพลงเร็วและเพลงช้าสลับไปมาในซิงเกิ้ลให้ฟังในหลายๆอารมณ์ของเธอ 
สิ่งที่จะต่างไปจากเดิมคือการเลือกใช้เสียงคอรัสและเสียงกีต้าร์ไฟฟ้าให้ชัดเจนมากขึ้นกว่าซิงเกิ้ลก่อนๆ สำหรับซิงเกิ้ลนี้ประกอบไปด้วย Again, I know และเพลง ハナウタ
ซึ่งเพลงทั้งหมดก็ยังเขียนโดยตัวเธอเองและยังได้เพื่อนร่วมสังกัดอย่าง Saku 
มาร่วมเรียบเรียงดนตรีของซิงเกิ้ลนี้เช่นเดียวกับซิงเกิ้ลที่ผ่านมา

และอีกไม่นานภายในต้นเดือนกันยายน เธอก็จะปล่อยซิงเกิ้ลที่ 5 ที่มีชื่อเพลงว่า 色褪せない瞳
ให้เราได้รับฟังกันอีกครั้งหลังจากปล่อยซิงเกิ้ล Again ไปร่วมๆ 4 เดือน


ซึ่งผมก็หวังอย่างยิ่งว่า อีกไม่นานเธอจะมีอัลบั้มเต็มให้แฟนๆได้ฟังนะครับ
สำหรับผมเองชื่นชอบอะไรหลายๆอย่างในตัวเธออย่างมาก ไม่ใช่แค่หน้าตา หรือว่าเสียงร้อง
แต่สำหรับผมคิดว่าเธอเองเป็นคนที่ค่อนข้างมีเสน่ห์อย่างมาก
และก็คิดว่่าถ้าใครหลายๆท่านมีโอกาสได้เข้ามาอ่านบล๊อกโพสต์นี้จนจบ หวังว่าท่านน่าจะได้กลับไปหาเพลงของเธอมาฟังกันนะครับ :) 

หากใครอยากติดตามผลงานของเธอ ช่องทางการติดตามของเธอก็อยู่ด้านล่างเลยนะครับ

ขอบคุณสำหรับการแวะเข้ามาอ่านนะครับ ทั้งท่านที่เป็นขาประจำและขาจรเลยครับ
แล้วเจอกันในโอกาสนะครับ สำหรับวันนี้โชคดีมีชัยนะครับทุกท่าน
ขอบคุณสำหรับการติดตามที่ดีเสมอมาครับ :)

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559

J.Artist Next to :: WEAVER ทรีโอแบนด์ขวัญใจเกมส์กิต

สวัสดีครับ เกมส์กิตครับ

จริงๆก็ห่างหายไปจาก J.Artist Next to เดือนนึงแล้ว ไม่ค่อยเวลาอัพเลยครับ
วันนี้ก็เลยเอาไอดอลมาแนะนำหน่อย ครั้งนี้ไม่ต้องดูสคริปต์เลยครับ เพราะรู้จักกันเป็นอย่างดี
สำหรับ WEAVER ไม่มีข้องโต้แย้งในเรื่องเพลงเลยครับ ถ้าใครมีโอกาสได้ฟังเพลงก็ต้อง
ยอมรับกันไปตามๆกันครับ แล้วก็จะไม่สงสัยเลยว่าทำไมถึงไม่มีข้อโต้แย้งตามที่พูดไว้
สำหรับท่านใดพอรู้จัก WEAVER แล้วก็โอเคครับ รสนิยมการฟังเพลงท่านดีมาก
แต่ถ้าท่านใดยังไม่รู้จักหรือแค่คุ้นๆชื่อ คุ้นๆหน้า วันนี้เรามาทำความรู้จักวงนี้กันให้มากขึ้นดีกว่าครับ


จุดเริ่มต้นของทั้งสามหนุ่ม เกิดขึ้นขณะสามหนุ่มเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายโกเบเมื่อปี 2004 ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของจังหวัดเฮียวโงะ ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สามหนุ่มเริ่มก่อตั้งวงดนตรีแบบ 4 Piece Band (ดนตรีสี่ชิ้น) ซึ่งขณะนั้นมีสมาชิกทั้งหมดสี่คน โดยเริ่มต้นหัวหน้าวงอย่างเบ้จังรับตำแหน่งตีกลองชุด เสียงประสาน และเขียนเพลง สุกิคุง รับตำแหน่ง Front Man โดยเป็นนักร้องนำพ่วงกับเปียโน ส่วนโอ๊คคุง ก็รับตำแหน่งกีต้าร์เบสและเสียงประสาน ร่วมกับเพื่อนอีกหนึ่งคนที่ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในวงแล้ว (ตำแหน่งกีต้าร์ ณ ตอนที่ยังเป็นวงดนตรี 4 ชิ้น) 
ก่อตั้งขึ้นเป็นวงดนตรีในนามว่า "WEAVER"
จุดเปลี่ยนของพวกเขาเกิดขึ้นในช่วงปี 2007 ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่พวกเขาจะต้องสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย โอ๊คคุงและเบ้จัง ตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยสายสามัญ ซึ่งในขณะเดียวกันสุกิคุง
กลับเลือกที่จะศึกษาต่อในวิทยาลัยศิลปะและการดนตรีแทน ซึ่งในช่วงจุดเปลี่ยนนี้ วงก็ยังคงมีงานอยู่ตามปกติ ทั้งในส่วนของการออกแสดงสดตามที่ต่างๆ นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาต้องหยุดการเรียนไป และในช่วงปลายปีเดียวกันนั้นเอง วงก็มีการเปลี่ยนแปลงและเหลือสมาชิกเพียงแค่ 3 คน
ซึ่งนั่นเลยเป็นจุดเปลี่ยนให้วงใช้เปียโนเป็นดนตรีหลักมาจนถึงปัจจุบัน โดยเปิดฉากการแสดงครั้งแรกที่ใจกลางเมืองโกเบ ในไลฟ์เฮ้าส์ VARIT และสถานที่ที่แห่งนี้เอง ก็ได้หล่อหลอมให้พวกเขามีชื่อเสียง
ร่วมถึงสถานที่ที่แห่งนี้เองยังกลายเป็นใบเบิกทางให้พวกเขาเข้าสร้างเสียงเพลงมาอยู่ในวงการ


ในเดือนตุลาคมปี 2009 Debut Download Single ของพวกเขาทั้งหมดสามเพลงก็ได้ถูกปล่อยไปโลดแล่นอยู่บนหน้าปัดวิทยุและติดชาร์ตอยู่หลายสัปดาห์ ไม่ว่าจะเพลง "Hakuchoumu" "Raise" รวมถึงเพลง "Tokidoki Sekai" ซึ่งผลงานเพลงทั้ง 3 เพลงที่ออกมาต่อเนื่องกันนี้ ประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจ และด้วยการติด TOP 3 ใน Recochoku Rock Full และพวกเขาก็ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงชื่อดังที่สร้างชื่อเสียงให้ศิลปินมากมายอย่างค่าย A-sketch MUSIC Label ซึ่งเป็นค่ายเพลงย่อยมาจาก บริษัท Amuse ซึ่งเป็นบริษัทสื่อบันเทิงอันดับต้นๆของประเทศญี่ปุ่น และที่สำคัญยังได้ทีม Antwork ทีมที่คอยกำกับดูแลวง flumpool วงชื่อดังที่ WEAVER นับถือเป็นรุ่นพี่ มาเป็นผู้ดูแลการการทำงานอีกด้วย
เพื่อต่อยอดความสำเร็จจาก Download Single หลังจากนั้นอีกเพียงไม่นานพวกเขาก็ได้ปล่อย 
Debut Album "Tapestry" ที่มีทั้งสามเพลงแรกรวมอยู่ด้วย ซึ่งก็ได้รับความนิยมถึงขั้นติดอันดับที่ 19 ใน Oricorn Album Weekly Chart อีกด้วย ความพิเศษของชุดนี้คือทั้งสามคนเป็นคนควบคุมการทำงารเองทุกขั้นตอน และในเดือนเมษายน ปี 2010 พวกเขาก็เดินทางเข้าโตเกียว เพื่อเริ่มต้นทำงานด้านดนตรีกันอย่างเต็มตัวในนาม Trio Piano Rock Band "WEAVER"

ในเดือนมิถุนายน 2010 พวกเขาได้มีโอกาสทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์ชื่อดัง คาเมดะ เซอิจิ ในฐานะ Sound producer สำหรับ Single "Hard to say I love you ~Iidasenakute~" ซึ่งเป็น Single แรกของวง และนอกจากจะเป็น Single แรก เพลงนี้ยังถูกนำไปใช้เป็นเพลงประกอบซีรีย์ทางช่อง Fuji TV เรื่อง "Sunao ni Narenakute" โดยในหน้าที่ของเบ้จังคือการลงมือเขียนเนื้อร้องทั้งหมดทั้งซิงเกิ้ลเหมือนกับในส่วนของเดบิวต์อัลบั้มในผลงานครั้งที่แล้ว และจากนั้นไม่นาน ก็ได้ปล่อย Download Single "Bokura no eien ~Nando umarekawatte mo, te o tsunagitai dake no ai dakara~" เพลงที่มีชื่อยาวที่สุดถ้าเทียบกับเพลงอื่นๆของวง ซึ่งก็ได้ถูกเลือกนำมาใช้ประกอบโฆษณา au's "LISMO!" 

และยังเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง "Love Come" อีกด้วย และจากเพลงนี้เองก็ทำให้ WEAVER มีแฟนเพลงเพิ่มมากขึ้นมาเป็นเท่าตัว จนต่อยอดให้สามหนุ่มเร่งทำงานชิ้นต่อไปเพื่อเป็นการต้อนรับแฟนๆ

และเกิดเป็นอัลบั้มล่าสุดของพวกเขา ที่มีทั้งสอง Single ที่กล่าวไปนี้รวมอยู่ด้วย ซึ่งก็ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งอัลบั้มได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกชื่อว่า “Shinsekai Souzouki” (New World Creation Chronicle) จะวางจำหน่ายวันที่ 25 สิงหาคม และส่วนที่สอง “Shinsekai Souzouki” วางจำหน่ายวันที่ 29 กันยายน 2010 ซึ่งในอัลบั้มดูแลควบคุมโดย Kameda Seiji เป็นการรับประกันผลงาน 

9 กุมภาพันธ์ 2011 การแสดงไลฟ์ "Shinsekai Souzouki" ซึ่งจัดขึ้นที่ Ebisu LIQUIDROOM ได้ถูกบันทึกและนำมาทำเป็น DVD ออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเพลงใหม่ 
"(a)(i) wo atsumete" และเพลง "Kimi no Tomodachi" ที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้กำลังใจนักกีฬาในงานแข่งขันฟุตบอลมัธยมปลายแห่งชาติครั้งที่ 89 ก็ได้ถูกวางจำหน่ายด้วยเช่นกัน
ในเดือนเมษายนปีเดียวกัน พวกเขาได้มีไลฟ์ขนาดใหญ่เป็นของตัวเองเป็นครั้งแรกชื่อว่า 
WEAVER First HALL Live 2011Spring Field Forever~ai no afureru basho~ ซึ่งจัดขึ้นที่ NHK Osaka Hall ใจกลางเมืองโอซาก้า ในวันที่ 1 เมษายน และที่ C.C.Lemon Hall ย่านชิบุยะ ในวันที่ 3 เมษายน และได้ปล่อยมินิอัลบั้มชุดที่สาม Jubilation ซึ่งรวมทั้งสองเพลงที่กล่าวมาไว้ด้วย

ซึ่งเวลานั้น วงก็เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เบ้จังเลยมีโอกาสศึกษาต่ออยู่ในระดับอุดมศึกษา ซึ่งเข้าเองก็มหาวิทยาลัยและสาขาวิชาที่คิดว่าเหมาะแก่การเดินทาง จึงเลือกศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Kwansei Gakuin (เอกปรัชญา) ซึ่งในหนึ่งสัปดาห์เขาจะต้องเดินทางกลับบ้านสองครั้งเพื่อไปเรียนและก็ได้สำเร็จการศึกษาเมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิในปี 2011 และทางด้านโอ๊คคุงก็ลงทะเบียนเรียนเป็นนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มหาวิทยาลัยโอซาก้า แต่เขาต้องหยุดเรียนไว้เพื่อมาทำงานดนตรีอย่างเต็มตัว
และในช่วงปลายปี 2011 พวกเขาก็ได้ฤกษฺ์ปล่อยซิงเกิ้ลที่สองที่มีชื่อว่า "Egao no Aizuเพื่อมาประกอบรายการ TV-show Asian Ace 

ช่วงต้นปี 2013 WEAVER ก็ได้ปล่อย Studio ชุดแรกของพวกเขาชื่อว่า Handmade โดยชื่อนี้ได้มาจากการทำงานของอัลบั้มชุดนี้ที่พวกเขาทำกันเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่การแต่งเนื้อร้อง ทำนอง จนถึงขั้ตอนการเรียบเรียง และบันทึกเสียง และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองอัลบั้มใหม่หนุ่มๆจึงจัด Tour ทั่วประเทศในชื่อว่า Handmade Tour 2013~WEAVER Piano Trio Performance~ และในรอบสุดท้ายที่จัดขึ้นที่ Zepp DiverCity ก็ได้ถูกบันทึกภาพมาวางขายในรูปแบบ DVD ด้วย ซึ่งไลฟ์ทัวร์ครั้งนี้ในรอบสุดท้ายที่ได้กล่าวไปข้างต้น ยังมีการขาย Limited Disc ที่มีจำนวนการผลิตจำกัด ซึ่งใน Limited Disc ที่ว่านั้นมีเพลงพิเศษที่ WEAVER ทำเอาไว้จำนวนสองเพลง ซึ่ง ณ ตอนนี้หาซื้อไม่ได้แล้ว ต้องบอกเลยว่า ถ้าใครไม่ได้ไปวันนั้น นับว่าน่าเสียดายมากเลยครับ

ช่วงกลางปีเดียวกัน พวกเขาได้ปล่อยซิงเกิ้ลที่ 3 YumeJyanai Konosekai ที่สุกิเอ่ยบอกว่าเพลงนี้แหละเป็นเพลงที่พวกเราชอบที่สุดและเป็นแนวทางของ WEAVER จริงๆ ซึ่งในซิงเกิ้ลนี้ยังประกอบไปด้วยเพลง Summer Tune ที่ถูกนำไปประกอบ CM ของ Kawaiijuku และอีกเพลง 1/4 Seiki ซึ่งเป็นเพลงที่ถูกทำขึ้นมาเพื่อมาต่อยอดใน Special Live 2013 ซึ่งไลฟ์นั้นเป็นไลฟ์พิเศษที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับเบ้จังที่มีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ สำหรับภาพบรรยากาศในวันนั้นน่าประทับใจมากๆครับ

และช่วงต้นปีพวกเขาก็ได้มีโอกาสมาทำโปรเจคที่ประเทศไทยกับวง Instinct ในเพลง Light และ Time Will Find Away ซึ่งเพลง Time Will Find Away ก็ถูกนำมาบรรจุอยู่ในซิงเกิ้ลที่ 4 Kocchi wo Muite yo ซึ่งเป็นเพลงที่ถูกมาใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Momose , Kocchi wo Muite และหลังจากปล่อยซิงเกิ้ลที่ 4 พวกเขาก็ได้มีโอกาสไปเรียนที่เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษเวลาทั้งหมด 6 เดือนเต็ม และกลับมาปล่อยอัลบั้มรวมผลงานอย่างอัลบั้ม ID และทัวร์ทั่วประเทศในช่วงปลายปีในชื่อว่า ID TOUR 2014 ซึ่งในรอบสุดท้ายที่จัดขึ้นที่ชิบูย่าก็ได้ถูกบันทึกภาพมาวางขายซึ่งสำหรับ DVD ID TOUR 2014 ยังมีแพคพิเศษที่รวมภาพประทับใจจาก Special Live 2013 ที่ไม่ได้ถูกนำมาขาย มารวบขายกับ ID TOUR 2014 ในเว็บ Asmart อีกด้วย 


ในช่วงกลางปี 2015 WEAVER กลับมาทำงานเพลงในซิงเกิ้ลที่ 5 Kuchizuke Diamond ซึ่งเพลงนี้ถูกนำมาประกอบอนิเมะเรื่อง Yamadakun to 7nin Majo นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของวงเยอะมากที่สุด เพราะครั้งนี้ไม่แค่แนวเพลงที่มีกลิ่นเพลงอังกฤษติดมา แต่ยังรวมไปถึงแนวความคิด เสื้อผ้าหน้าผมที่ถูกปัดฝุ่นใหม่ทั้งหมด เพื่อเปลี่ยนภาพใหม่ให้วงดูโตขึ้น ไม่ว่าจะสีผมของสุกิคุง หรือจะเป็นสไตล์การแต่งตัวของสามหนุ่ม ซึ่งในซิงเกิ้ลนี้ ยังมีเพลงที่น่าฟังอย่าง Beloved ที่ถูกนำไปประกอบภาพยนตร์สุดโรแมนติกอย่างเรื่อง Raia no Nori และอีกหนึ่งเพลงอย่างเพลง Time Piece ที่เคยถูกนำไปร้องเปิดใน ID TOUR 2014 ก็ถูกบรรจุลงในซิงเกิ้ลนี้ด้วย


ในช่วงเดือนตุลาคมปีเดียวกัน สามหนุ่มก็ได้ปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ ที่มีชื่อซิงเกิ้ลว่า "Boys & Girls" โดยแนวเพลงก็ยังคงออกมาในแนวจังหวะมีเดียมตามที่สามหนุ่มถนัดกันอยู่แล้ว โดยยังคงใช้เสน่ห์ของเครื่องสายเข้ามาช่วยทำให้เพลงมีสีสันมากขึ้น เหมือนกับสามซิงเกิ้ลก่อนๆ เช่นเพลง Yumejyanai Konosekai , Kocchi wo Muite yo และเพลง Kuchizuke Diamond

ซึ่งเพลงนี้เบ้จังก็ยังคงรับหน้าที่เขียนเนื้อร้อง และสุกิคุงยังคงรับหน้าที่เขียนทำนองเช่นเคย

ในซิงเกิ้ลนอกจากจะมีเพลงใหม่อีกสองเพลงแล้ว ยังมีเพลง Door ที่หนุ่มๆเคยนำไปเล่นในหลายๆไลฟ์มาก่อนอีกด้วย (เช่น ID TOUR 2014) ซึ่งเพลง Door ก็จะถูกรวมมาอยู่ในซิงเกิ้ลนี้ด้วย
และความพิเศษสำหรับคนที่สั่งซื้อซีดีผ่าน Asmart Shop รวมถึงในสินค้าล็อตแรกที่สั่งกับทุกร้านซีดีชั้นนำจะได้รับเบอร์แบนด์ หรือสายรัดข้อมือที่ออกแบบมาเพื่อซิงเกิ้ลนี้โดยเฉพาะ
ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้สามหนุ่มก็เพิ่งมีสตูดิโออัลบั้มชุดล่าสุดอย่าง Night Rainbow ที่รวมเพลงตั้งแต่ช่วงต้นปี 2015 และเพลงใหม่อีกทั้ง 9 เพลง


ซึ่งกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าเพลงของ WEAVER นั้นมีทำนองที่เป็นเอกลักษณ์ และเนื้อหาที่แสดงออกถึงโลกทัศน์ที่ “โดดเดี่ยวแต่แข็งแกร่ง” สำหรับแผนงานในปัจจุบัน สามหนุ่มทำหน้าที่เป็น Sound producer กันเองอย่างเต็มตัวแล้ว ซึ่งในการทำงานดนตรีของพวกเขา ก็ลุยกันอย่างเต็มที่และใส่รายละเอียดในทุกๆขึ้นตอนการผลิตด้วยตัวเอง ซึ่งตั้งแต่เริ่มเดบิวต์จนถึงปัจจุบัน พวกเขาเดินทางมาเป็นเวลากว่า 7 ปี และจะครบ 8 ปีในช่วงปลายปีนี้ พวกเขาได้สร้างโลกใบใหม่ด้วยเสียงเพลงของพวกเขาและสุกิคุงซึ่งเป็นตัวแทนของวงเคยให้สัมภาษณ์พิเศษของ KKBOX ว่า

" พวกเขาต้องการจะสร้างดนตรีให้เป็นบทเพลงประโลมโลก ให้ทุกคนที่ได้ฟังมีกำลังใจจากเพลงของพวกเขาและอยู่กับความเป็นจริงพร้อมสู้กับปัญหาและไม่เดินหนีมัน พวกเขาบอกว่านี่เป็นสิ่งที่พวกเขาฝันเอาไว้เสมอ ว่าทุกคนที่ได้ฟังเพลงของพวกเขาจะมีกำลังใจดีดีกลับไป "


และนี่คงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้แฟนๆของ WEAVER ยังคงรักอย่างเหนียวแน่นและคาดว่าจะมีแฟนเพลงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปี ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงบ้านเรา 
นี่ละครับ WEAVER ที่ผมรู้จักแล้ว WEAVER ในแบบคุณล่ะ พวกเขาเป็นยังไง?

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

J.Artist Next to :: RYTHEM วงดูโอ้กับยุคสมัยที่รุ่งเรืองที่สุด

สวัสดีครับ
เชื่อว่าหลายๆท่านที่เป็นคออนิเทพญี่ปุ่นคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักอนิเมะนินจายอดฮิตอย่าง "นารูโตะ" ซึ่งในช่วงปีแรกๆที่เริ่มฉายผ่านทางทีวีทั้งในญี่ปุ่นและไทยก็ได้สร้างกระแสถล่มวงการอนิเมะในญี่ปุ่นจนดังเป็นพลุแตกและยังคงได้รับความนิยมที่ดีมาจนถึงปัจจุบันแม้ซีรี่ส์จะปิดฉากลาจอไปเมื่อปี 2015 แล้วก็ตาม แต่นอกจากที่นารูโตะจะแจ้งเกิดในปี 2004 แล้ว ยังมีเพลงประกอบที่ดังเปรี้ยงปร้างจนสร้างชื่อเสียงให้กับวงดนตรีคู่หูดูโอ้อย่างวง "RYTHEM" ที่มีสมาชิกเป็นผู้หญิงทั้งสองคน ซึ่งนับเป็นศิลปินหน้าใหม่ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการเพลงญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก และเช่นเดียวกันเมื่อมีวันพบก็มีวันจาก ณ วันนี้ทั้งสองสาวก็ได้ปิดฉากวง RYTHEM ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อปี 2011 สำหรับช่วง 7 ปีที่วง RYTHEM สร้างงานเพลงมามีเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง เราจะมาเปิดแฟ้มผลงานของพวกเธอไปพร้อมๆกันครับ



จุดเริ่มต้นของวงเริ่มขึ้นเมื่อช่วงที่พวกเธอกำลังเรียนอยู่มัธยมและด้วยความฝันและความสามารถที่ทั้งสองต่างมีและต่างชอบเหมือนๆกัน จึงทำให้ทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกันและเดินเข้ามาตามหาความฝัน
จนไปสะดุดตาค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่างโซนี่มิวสิกเจแปน และได้รับโอกาสทำซิงเกิ้ลของตัวเองจนมีซิงเกิ้ลแรกที่ดังระเบิดระเบ้ออย่างเพลง Harmonia ที่ตอนนั้นถูกนำไปประกอบอนิเมะนินจาอย่าง NARUTO ยิ่งทำให้ดังจนกลายเป็นศิลปินหน้าใหม่ยอดนิยมทีี่ทำให้สถิติการขายแผ่นไปมากกว่า 7 หมื่นแผ่น ซึ่งกลายเป็นปรากฎการณ์ใหม่ของวงการเจป็อปในขณะนั้นไปอย่างง่ายดาย

และตั้งแต่ปล่อยเพลง Harmonia ไปทำงานอย่างเต็มที่ ก็กลายเป็นว่าสองสาวได้ใบเบิกทางสำหรับวงการเพลงไปอย่างรวดเร็ว แม้ช่วงซิงเกิ้ลที่สองอย่างเพลง Thank you หรือเพลง Komugi no Love Song จะยังไม่ค่อยถูกพูดถึงหรือได้รับความนิยมเหมือนกับซิงเกิ้ลเปิดตัวก็ตามแต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้สองสาวหยุดความพยายามในการสร้างผลงานที่ตนเองรักจนเกิดเป็นซิงเกิ้ลที่สาม Blue Sky ที่ถูกนำไปประกอบละครช่วงเช้าของช่อง NHK เรื่อง Teru teru Kazoku ความนิยมของสองสาวยังไม่สิ้นสุดเมื่อปี 2004 ซิงเกิ้ลที่ 5 ก็ยังถูกนำไปประกอบละคร เรื่อง Hikaru to Tomo ni ของช่อง NTV ซึ่งดังมากในขณะนั้น และยอดขายก็ยังติดอันดับสูงสุดอันดับที่ 13 ของโอริก้อนชาร์ต อีกทั้ง ยังได้ถูกเชิญไปร่วมรายการชื่อดัง อย่างเช่น Music Station อีกด้วย หลังจากซิงเกิ้ล ที่ 5 ออกวางขายไป ก็ถึงเวลาอันสมควรที่สองสาวจะปล่อยสตูดิโออัลบั้มแรกที่ชื่อว่า Utatane ซึ่งยอดขายก็สูงไม่แพ้ซิงเกิ้ลเช่นกัน โดยวัดได้จากอัลบั้มนี้สามารถไต่ยอดขายไปถึงอันดับที่ 8 ในโอริก้อนชาร์ต


จนมาถึงช่วงปี 2005 หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในวงการมาถึง 2 ปี ก็ได้เวลาพิสูจน์ผลงานของตัวเองอีกครั้ง ผ่านซิงเกิ้ลที่ 6 Houkigumo ที่ถูกนำไปประกอบอนิเมะขนมปังอย่างเรื่อง แชมเปี้ยนเจปัง สูตรดังเขย่าโลก ที่ไม่นานนักเพลงนี้ก็กลายเป็นเพลงขวัญใจคนญี่ปุ่นและแฟนเพลงชาวไทยที่ได้ชมอนิเมะเรื่องนี้ เอกลักษณ์เรื่องเสียงประสานของทั้งสองสาวได้พาสาวๆเดินทางอยู่ในวงการมาถึงปี 2006 ในช่วงเดือนสิงหาคม สองสาวก็ได้ออกอัลบั้มที่สองอย่างอัลบั้ม Mugen Factory ซึ่งสามารถไต่อันดับโอริก้อนชาร์ตได้ถึงอันดับ 10 ซึ่งนับว่าได้รับความนิยมไม่น้อย
ณ ขณะนั้น ไม่ใช่แค่ผลงานเพลงหรือการแสดงสดเท่านั้นที่สองสาวต้องทำ แต่ยังมีกิจกรรมมากมายที่สองสาวต้องรับมือทั้ง การออกรายการวิทยุ หรือออกรายการแนวใหม่ที่ online ทางอินเทอร์เน็ตที่ชื่อ enjoy your time ร่วมไปถึงกิจกรรมปลูกต้นไม้ทั่วประเทศ รวมถึงการแสดงไลฟ์ทัวร์ตามโรงเรียนมัธยมซึ่ง กิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2006 จนเกิดเป็นโครงการไลฟ์ RYTHEM presents~Acoustic PoP~ ซึ่งกิจกรรมนี้จะประกอบด้วยงานจับมือแฟนเพลงซึ่งเป็นหมื่นๆคนที่ให้ความสนใจซึ่งก็ต้องจองซีดีซิ้งเกิลจึงจะได้จับมือและได้ลายเซ็นของสองสาวอย่าง Excusive


จนข้ามผ่านกาลเวลามาถึง 6 ปี การเริ่มต้นที่ใกล้ถึงทางตัน แต่สำหรับสองสาวนั้นเป็นเพียงเรื่องปกติ
สาวๆก็ยังปล่อบผลงานออกมาเรื่อยๆ ซึ่งก้าวมาถึงสตูดิโออัลบั้มชุดที่สามกับชื่อชุดง่ายๆว่า 23
ซึ่งในอัลบั้มนี้บรรจุเพลงฮิตติดหูหนุ่มๆสาวๆญี่ปุ่นไว้เยอะแยะมากมายอย่างเช่นเพลง Nekoze และอีกหลายๆเพลงที่ยังคงติดชาร์ตวิทยุ 
ถึงเวลาตัดผมสั้นปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ อย่างเพลง Tsunaide te ที่ครั้งนี้มาในแนวเพลง R&B ประสานอารมณ์
ดูเหมือนว่านี่ใกล้จะถึงทางตันของทั้งสองแล้วเมื่อยูอิประกาศยุติวง RYTHEM ที่ก้าวผ่านกาลเวลาตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงปี 2010 7 ปีแห่งการทำฝันของสองสาวใกล้ถึงวันแยกย้าย ซึ่งข่าวการประกาศยุบวงทำให้แฟนๆช็อกและเสียใจไปตามๆกัน แม้จะเป็นเรื่องจริงแต่ก็อยากให้เป็นความฝัน แฟนๆหลายคนให้ความเห็นเอาไว้ผ่านคอมเม้นต์ตามบล๊อกต่างๆของทั้งสองสาว
เมื่อจะมีการร่ำลา การทำอัลบั้มสุดท้ายจึงเป็นการบอกลาที่ดูจะเหมาะสมที่สุดสำหรับทั้งสองคน
กับสตูดิโออัลบั้มสุดท้าย ที่มาในชื่อเดียวกับวง ว่า "RYTHEM" ได้ถูกวางขาย


เป็นการปิดตำนานวงดูโอ้หญิงไปอีกหนึ่งวง ที่แม้จะอยู่ในวงการไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ แต่ก็ได้สร้างผลงานซิงเกิ้ลไว้ถึง 17 ซิงเกิ้ล กับอัลบั้มอีก 4 ชุด และดูเหมือนว่าผลงานเหล่านั้นก็ยังถูกนำมาใช้และยังคงได้รับความนิยมจากแฟนๆอยู่เสมอ ซึ่งทำให้รู้สึกว่าผลงานที่เดินข้ามกาลเวลามาถึง 8 ปี ไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงความเก่าเลยสักนิด และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีแฟนๆหลายคนนึกถึงพวกเธอและยังอยากให้พวกเธอกลับมาอยู่เสมอ 
ซึ่งวงนี้เป็นอีกหนึ่งวงที่ยังไม่มีศิลปินคนใดล้มล้างตำแหน่งดูโอ้หญิงไปได้เลยแม้แต่คนเดียว

แล้วเจอกันเมื่อโลกต้องการนะครับ ขอบคุณสำหรับการติดตาม
และขอบคุณสำหรับการแวะเวียนเข้ามาอ่าน ทั้งขาจรและขาประจำ ขอบคุณทุกท่านครับ

:)

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559

J.Artist Next to :: Ganbare! Victory ก้าวต่อมาในชายคา Pony Canyon

สวัสดีครับ
สำหรับวงดนตรีที่เป็นผู้หญิงล้วนปัจจุบันนี้มีอยู่มากมายนะครับ แต่ที่จะอยู่คงทนและมีผลงานให้แฟนๆหรือ Music Lovers ฟังอยู่บ่อยๆนั้นค่อนข้างมีน้อยนะครับ สำหรับวงการเพลงญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างน้อมรับแนวเพลงใหม่ๆอยู่เสมอ ซึ่งหนึ่งในวงดนตรีหญิงล้วนในวงการเพลงญี่ปุ่นก็เป็นอีกหนึ่งสีสันทางดนตรีที่สามารถสร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย อีกหนึ่งวงที่เคยฝากผลงานให้แฟนๆอนิเมะได้รู้จักพวกเธอกันมาบ้างแล้วอย่างวง がんばれ!Victory (Ganbare! Victory) (ผมเคยเขียนสกู๊ปวงนี้ไว้ครับ ท่านใดสนใจ เชิญเลยครับ) ซึ่งเคยฝากเพลง Yume No Tsuzuki ซึ่งเป็นเพลง Ending Theme จากอนิเมะเรื่อง Baby Step SS2 จากวันที่เป็นเพียงวงดนตรีอินดี้ จนเวลาผ่านมาเกือบ 3 ปี ตอนนี้พวกเธอได้มีสังกัดและแฟนเพลงมากขึ้นกว่าตอนเริ่มวงแรกๆ ณ วันนี้ เส้นทางของพวกเธอมาอยู่ถึงจุดไหนแล้ว เรามาติดตามไปพร้อมๆกันนะครับ




ณ วันนี้พวกเธอได้มีสังกัดและบ้านที่หนุนหลังพวกเธออย่างสุดใจอย่างสังกัด PONY CANYON 
ซึ่ง PONY CANYON ก็ให้ความอบอุ่นและดูแลงานเพลงของพวกเธออย่างเต็มที่
โดยไม่ปิดกั้นอิสระทางดนตรีที่แต่ก่อนพวกเธอเคยมีสไตล์เป็นยังไงปัจจุบันนี้ก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์เหล่านั้นไว้ครบทุกองค์ประกอบ เพียงแต่มีการพัฒนาทางด้านทักษะทางดนตรี การทำงานที่เป็นระบบรวมไปถึงเสื้อผ้าหน้าผมที่ดูเหมือนจะอัพเกรดขึ้นมาให้ดูมีสไตล์ที่โตขึ้นและเหมาะกับเพลงมากขึ้น
เราลองมาดูการพัฒนาของสไตล์เพลงและการแต่งตัวตามแต่และซิงเกิ้ลเพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงกันดีกว่าครับ



นี่เป็นสไตล์การแต่งตัวในช่วงที่เป็นวงอินดี้ตั้งแต่ช่วงอัลบั้ม KGSD จนถึงซิงเกิ้ล Fly High!!
เป็นสไตล์การแต่งตัวที่ค่อนข้างเรียบง่ายเน้นความสบายเป็นหลัก ซึ่งจะสังเกตุเห็นได้ว่าสมาชิกทั้ง 5
จะใส่เสื้อยืดในสไตล์วงร็อคแบบอีโมๆ อย่างรูปวง KISS KISS หรือแม้กระทั่งปกอัลบั้ม KGSD ก็เป็นการถ่ายเลียนแบบปกอัลบั้มของวง KISS KISS นั้นก็เป็นเพราะว่า วง KISS KISS เป็นวงไอดอลของพวกเธอและแนวเพลงของวง KISS KISS ที่เป็นแนวเพลงที่สมาชิกทั้ง 5 เห็นชอบตรงกันจุดนี้จึงเป็นจุดที่ทำให้สามาชิกทั้ง 5 คน มีรสนิยมที่เหมือนกันและก่อให้เกิดความคิดในการตั้งวงดนตรีขึ้นมานั่นเอง
สำหรับเพลงในช่วงอินดี้นั้นค่อนข้างเป็นดนตรีที่ไม่เน้นหนักมากแต่มีดนตรีที่จัดจ้านในซาวนด์กีต้าร์
และแนวดนตรีที่เน้นเพลงเร็วเป็นหลักไม่ว่าจะอัลบั้ม KGSD ร่วมไปถึง ซิงเกิ้ล Fly High!!


ยูนิฟอร์มซิงเกิ้ล Zenkyoku Start! / Yume no Tsuzuki
นี่เป็นยูนิฟอร์มที่ถูกเปิดตัวหลังจากการเข้ามาเมเจอร์เดบิวต์ที่ PONY CANYON
และเป็นภาพจำแรกที่ถูกบันทึกไว้กับซิงเกิ้ลที่ 5 ของวง (แต่เป็นเมเจอร์ซิงเกิ้ลที่ 1 ของวง)
จะเรียกว่าเป็นชุดยูนิฟอร์มของการเล่นเบสบอลเลยก็ได้เพราะจริงๆมันก็ใช่
สำหรับชุดนี้ไม่มีรายละเอียดอะไรมากแต่เพียงวงต้องการสื่อให้รู้แนวทางของวงเท่านั้น
จึงคิดว่าชุดนี้เป็นชุดแรกที่อยากให้คนที่เริ่มฟังเพลงของวงนี้ได้ติดตามเป็นภาพจำ
ส่วนเพลงในซิงเกิ้ลนี้ค่อนข้างสนุกแต่ก็ยังเป็นทักษะดนตรีที่ยังไม่หนักหน่วงมากนัก
ส่วนเพลงที่น่าจับตามองน่าจะเป็นเพลง Yume no Tsuzuki ที่มีซิกส์เนเจอร์เป็นไลน์กีต้าร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของวง ร่วมไปถึงการถูกนำไปประกอบอนิเมะ Baby Step SS2 จึงทำให้เพลงนี้ถูกจับตามอง
และทำให้วงนี้เป็นที่รู้จักของแฟนเพลงญี่ปุ่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว



นี่เป็นยูนิฟอร์มประจำซิงเกิ้ล Lali Lali La เมเจอร์เดบิวต์ซิงเกิ้ลที่ 2 ที่ส่วนตัวแล้วผมมองว่า
เป็นซิงเกิ้ลที่ค่อนข้างกลมกล่อมทั้งในส่วนแนวเพลงที่มีดนตรีที่จัดจ้านขึ้น ซาวนด์กีต้าร์ที่ดุดัน
ร่วมไปถึงเสียงนกหวีดที่เพิ่มเติมเข้าไปช่วงท่อนโซโล่ถือเป็นเพลงที่สนุกอีกหนึ่งเพลง
นอกจากซาวนด์กีต้าร์ที่ดุเดือดยังมีเทคนิคการเล่นสเลปเบสของชิโนบุที่ใช้เกือบทั้งเพลง
ถือเป็นการโชว์สกิลการเล่นดนตรีที่ถูกยกระดับมากขึ้นกว่าผลงานก่อนๆ
ร่วมไปถึงไลน์คอรัสของวงที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษที่วงนี้ทำมาตลอด
ในส่วนของชุดยูนิฟอร์มสำหรับยูนิฟอร์มในซิงเกิ้ลนี้ค่อนข้างกระฉับกระเฉงและมีความสวยงามมากขึ้นกว่าซิงเกิ้ลที่แล้วแม้จะดูสปอร์ตๆแต่ก็ยังโชว์ความเป็นเด็กผู้หญิงได้


สำหรับซิงเกิ้ลล่าสุดอย่าง Seishun Hero!! ที่เพิ่งถูกปล่อยออกมาเมื่อช่วงต้นปี 2016
ต้องยอมรับเลยว่าซิงเกิ้ลนี้มีการพัฒนามากขึ้นกว่าซิงเกิ้ลก่อนจริงๆ
ส่วนตัวผมในเรื่องของเพลงไม่ค่อยปลื้มเท่าที่ควร 
ส่วนตัวยังคิดว่าไม่มีเพลงใดที่จะล้มล้างเพลง Lali Lali La ได้
แต่อีกใจก็ยอมรับว่าซิงเกิ้ลนี้ดนตรีก็ยังถูกประดิษฐ์ได้อย่างสุดๆเหมือนเดิม
และไม่ได้สูญเสียเอกลักษณ์ของวงไปแต่อย่างใด ทั้งในไลน์กีต้าร์ เบส หรือกระทั่งไลน์คอรัส
แต่ส่วนหนึ่งมองว่า เนื้อหาเพลงมันไม่ได้สนุกเหมือนกับดนตรี หรือไม่ค่อยไหลตามกัน
ส่วนเพลงอื่นๆในซิงเกิ้ลนี้ยังคงมาตรฐานเดิมที่ยังสนุกๆและพอฟังได้เหมือนเคย
สำหรับยูนิฟอร์มซิงเกิ้ลนี้ต้องบอกเลยว่า ผมปลื้มมากๆเพราะสวยกันทุกคนเลย
และค่อนข้างทิ้งห่างกับชุดยูนิฟอร์มในช่วงซิงเกิ้ลแรกๆไปอย่างสิ้นเชิงเลย
อาจจะเพราะว่าแต่ละคนโตเป็นผู้ใหญ่กันมากขึ้นด้วย
สำหรับซิงเกิ้ลนี้ก็ยังโอเคในระดับนึง ซึ่งไม่ได้ดูแย่ และไม่ได้เพอร์เฟคเกินไปครับ


สำหรับวงดนตรีวงนี้ค่อนข้างมีแนวทางที่ชัดเจนและสำหรับความคิดส่วนตัวของผม
แล้วยังสามารถเดินไปได้อีกไกล ซึ่งตอนนี้ความนิยมของพวกเธอก็ค่อนข้างดีด้วย
แม้จะไม่ได้ดังเป็นพลุแตกเหมือนวงอื่นแต่การค่อยๆเดินไปตามทางก็สามารถทำให้พวกเธอมีชื่อเสียงได้
ยอมรับเลยนะครับว่า ทุกวันนี้แม้จะมีวงดนตรีหญิงล้วนอยู่ในสังคมญี่ปุ่นมากมายแต่ไม่ใช่ทุกวงนะครับ
ที่จะมีโอกาสได้ทำตามฝันจนสำเร็จหรือมีคนคอยหนุนหลังและเป็นกำลังใจให้แบบนี้
ทุกวันนี้พวกเธอยังคงทำงานเพลงกันอย่างเต็มที่ มีทั้งงานทัวร์ งานแสดงสดและศิลปินรับเชิญอยู่ไม่ขาดสาย
ซึ่งเร็วๆ นี้ พวกเธอเองก็กำลังจะมีงานเพลงที่เป็นสตูดิโออัลบั้มในชายคา PONY CANYON
ที่มีชื่ออัลบั้มว่า Judai Happyo ซึ่งสำหรับพวกเธอเองก็คงเป็นเรื่องเกินฝัน
สำหรับแฟนเพลงญี่ปุ่น หรือ Musiclovers ท่านใดชอบฟังเพลงวงหญิงล้วน
ก็ลองฟังเพลงของสาวๆวงนี้ดูนะครับ เชื่อว่าจะต้องชอบไม่มากก็น้อยละครับ
ฝากติดตามสาวๆ เกิร์ลแบนด์สายกีฬาอย่าง Ganbare! Victory ด้วยนะครับ

แล้วเจอกันเมื่อโลกต้องการนะครับ ขอบคุณสำหรับการติดตาม
และขอบคุณสำหรับการแวะเวียนเข้ามาอ่าน ทั้งขาจรและขาประจำ ขอบคุณทุกท่านครับ

:)