สวัสดีคร้าบบบบบบบ!
วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดคุณพี่หัวเห็ด คาวาเบะ โทรุ ของผมครับ
ปีนี้อายุครบ 27 ปีบริบูรณ์แล้ว เย้!~!!!!!!!!!
นี่เป็นสเปเชียลบล๊อกในนามว่า WEAVER TimePiece ซึ่งบล๊อกนี้เป็น Episode แรกนะฮะ
บล๊อกนี้ว่ามาอวยพรวันคล้ายวันเกิดของรุ่นพี่เบ้จัง ที่ผมเคารพและนับถือมากๆ ในทุกๆด้านเลยด้วยครับ
ก็จะมาเขียนความประทับใจเรื่องราวต่างๆรวมถึงเหตุผลว่าทำไมผมถึงรักและเคารพเบ้จังถึงขนาดนั้น
และรวบรวมรูปภาพสวยๆและภาพเบื้องหลังตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของเบ้จังมาให้ทุกคนได้ชมกันด้วย
เอาล่ะ ขอร้องเพลง Happy Birthday และ ขออวยพรให้เบ้จังก่อนเลยแล้วกันนะครับ (^^)
" Happy birthday to you, Happy birthday to you
Happy Birthday Happy Birthday, Happy Bithday dear Bechan"
" ขอให้เบ้จังมีความสุขมากๆนะครับ ขอให้แฟนๆหลงรักเยอะๆ เขียนเพลงดีๆออกมาเยอะๆ
ขอบคุณมากๆนะครับ สำหรับเนื้อเพลงที่มีความหมายดีดีออกมาให้พวกเราแฟนคลับได้รับฟัง
ขอบคุณสำหรับทุกๆอย่าง และก็ขอให้เบ้จังอยู่กับแฟนๆในนาม WEAVER ไปนานๆ ขอให้มีอายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรงมากๆ และก็ขอให้โชคดีมีชัยด้วยนะครับ คุณพี่หัวเห็ด (ฮา) "
----มารู้จักเบ้จัง & วง WEAVER กันหน่อย----
คาวาเบะ โทรุ(河邉徹)หรือชื่อเล่น เบ้จัง(ベーちゃん)เกิดวันที่ 28 มิถุนายน ปีศริสต์ศักราช 1988
เริ่มเรียนโรงเรียนมัธยมปลายโกเบเมื่อปี 2004 ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของจังหวัด Hyogo ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เบ้จังเริ่มเล่นดนตรีและเริ่มก่อตั้งวงดนตรีแบบ 4 Piece Band ในโรงเรียนร่วมกับเพื่อนอีก 3 คน โดยเบ้จังรับตำแหน่งตีกลองชุดและเสียงประสาน และสมาชิกอีก 2 คนในวงนั้นก็รวมถึงสมาชิกอีก 2 คนในปัจจุบันของวง นั่นคือ สุกิคุง (ร้องนำ,เปียโน) และ โอ๊คคุง (กีต้าร์เบส,เสียงประสาน) และเพื่อนอีกหนึ่งคนที่ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในวงแล้ว (ตำแหน่งกีต้าร์ ณ ตอนที่ยังเป็นวงดนตรี 4 ชิ้น) ก่อตั้งขึ้นเป็นวงดนตรีในนาม "WEAVER"
 |
| รูปตอนสมัยเรียนมัธยมปลาย เรียงจากซ้ายไปขวา เบ้จัง > สุกิคุง > โอ๊คคุง |
และก็ถึงปี 2007 ถึงช่วงเวลาที่พวกเขาจะต้องสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย โอ๊คคุง (กีต้าร์เบส,เสียงประสาน) และเบ้จัง (กลอง,เสียงประสาน) ก็ได้เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยสายสามัญ แต่ขณะเดียวกันสุกิคุง (เปียโน,ร้องนำ) ก็เลือกที่จะศึกษาต่อในวิทยาลัยศิลปะและการดนตรีแทน ซึ่งในขณะที่วงก็ยังคงมีงานอยู่ รวมไปถึงกิจกรรมและงานของวงที่มีมากมาย รวมถึงการออกแสดงสดตามที่ต่างๆ จึงทำให้พวกเขาต้องหยุดการเรียนไป และในช่วงปลายปีเดียวกันนั้นเอง วงดนตรีก็ได้ถูกสร้างขึ้นอีกครั้งด้วยสมาชิกในปัจจุบันที่มีจำนวน 3 คน คือ สุกิโมโตะ ยูจิ (ร้องนำ,เปียโน) โอคุโนะ โชตะ (เบส,เสียงประสาน) และคาวาเบะ โทรุ (กลอง,เสียงประสาน) โดยเปิดฉากการแสดงครั้งแรกที่ใจกลางเมืองโกเบ ในไลฟ์เฮ้าส์ VARIT และที่นั่นเองก็เป็ที่สร้างชื่อเสียงของวงทำให้คนกล่าวขานถึงพวกเขาอยู่มากมายในคำโปรยที่ว่า Trio Piano Rock Band ในนามชื่อวงว่า WEAVER กลับมามีชีวิตชีวาด้วยเสียงเพลงอีกครั้งนึง
 |
| รูปเมื่อปี 2011 ขณะที่โปรโมทซิงเกิ้ล Hard to say I love you ~Idasenakute~ |
และเมื่อเดือนตุลาคมปี 2009 Debut Download Single ของพวกเขา "Hakuchoumu" ก็ได้ถูกปล่อยออกมาสำหรับการเมเจอร์เดบิวท์ เริ่มต้นด้วย "Hakuchoumu" ต่อด้วย "Raise" เป็น Second Download Single และตามมาด้วย Third Download Single ซึ่งก็คือ "Tokidoki Sekai" ซึ่งผลงานเพลงทั้ง 3 เพลงที่ออกมาต่อเนื่องกันนี้ ประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจ และเนื้อเพลงทั้งสามเพลงนั้นก็เป็นฝีมือในการเขียนเนื้อเพลงของเบ้จัง และด้วยการติด TOP 3 ใน Recochoku Rock Full และพวกเขาก็ได้เซ็นสัญญากับค่่ายเพลงชื่อดังที่สร้างชื่อเสียงให้กับวง flumpoor นั่นก็คือค่าย Asketch MUSIC Label ซึ่งเป็นค่ายเพลงย่อยมาจาก บริษัท Amuse ซึ่งเป็นบริษัทสื่อบันเทิงอันดับต้นๆของประเทศญี่ปุ่น และพวกเขาเองก็ทำงานอยู่กับทีมทำเพลง Antwork
 |
| หน้าปกแจ็คเก็ตอัลบั้ม Tapestry |
หลังจากนั้นอีกเพียงไม่นานพวกเขาก็ได้ปล่อย Debut Album "Tapestry" ซึ่งได้รับความนิยมถึงขั้นติดอันดับที่ 19 ใน Oricorn Album Weekly Chart อีกด้วย และในเดือน เมษายน ปี 2010 พวกเขาก็เดินทางเข้าโตเกียว เพื่อเริ่มต้นทำงานด้านดนตรีกันอย่างเต็มตัวในนาม Trio Piano Rock Band "WEAVER"
 |
| หน้าปกแจ็คเก็ตซิงเกิ้ล Hard to say Iove you ~Idasenakute~ |
ในเดือนมิถุนายน 2010 พวกเขาได้มีโอกาสทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์ชื่อดัง คาเมดะ เซอิจิ ในฐานะ Sound producer สำหรับ Single "Hard to say I love you ~Iidasenakute~" ซึ่งเป็น Packaged Single แรก และมันก็ถูกใช้เป็นเพลงหลักประกอบซีรีย์ทางช่อง Fuji TV เรื่อง "Sunao ni Narenakute" โดยในหน้าที่ของเบ้จังคือการลงมือเขียนเนื้อร้องทั้งหมดทั้งซิงเกิ้ลเหมือนกับในส่วนของเดบิวต์อัลบั้มในผลงานครั้งที่แล้ว และต่อมาก็ได้ปล่อย Download Single ล่าสุดของพวกเขา "Bokura no eien ~Nando umarekawatte mo, te o tsunagitai dake no ai dakara~" ก็ได้ถูกเลือกเพื่อใช้ประกอบโฆษณา au's "LISMO!" และยังเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง "Love Come" อีกด้วย
สำหรับอัลบั้มล่าสุดของพวกเขาซึ่งมีทั้งสอง Single นี้รวมอยู่ด้วย ได้ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งอัลบั้มได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกชื่อว่า “Shinsekai Souzouki” (New World Creation Chronicle) จะวางจำหน่ายวันที่ 25 สิงหาคม และส่วนที่สอง “Shinsekai Souzouki” วางจำหน่ายวันที่ 29 กันยายน 2010 ซึ่งแน่นอนว่าเนื้อเพลงของอัลบั้มชุดนี้ก็ยังเป็นฝีไม้ลายมือของเบ้จังเช่นเคย
29 ธันวาคม เพลงใหม่ของ WEAVER "Kimi no Tomodachi" ได้ถูกนำมาใช้เพื่อให้กำลังใจนักกีฬาในงานแข่งขันฟุตบอลมัธยมปลายแห่งชาติครั้งที่ 89
9 กุมภาพันธ์ 2011 การแสดงไลฟ์ "Shinsekai Souzouki" ซึ่งจัดขึ้นที่ Ebisu LIQUIDROOM ได้ถูกบันทึกและนำมาทำเป็น DVD ออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก และในวันเดียวกัน เพลงใหม่
"(a)(i) wo atsumete" ก็ได้ถูกวางจำหน่ายด้วยเช่นกัน
ในเดือน เมษายน ที่ผ่านมา พวกเขาได้มีไลฟ์เป็นของตัวเองเป็นครั้งแรก WEAVER First HALL Live 2011「Spring Field Forever~『a』『i』 no afureru basho~」ซึ่งจัดขึ้นที่ NHK Osaka Hall เมืองโอซาก้า ในวันที่ 1 เมษายน และที่ C.C.Lemon Hall ย่านชิบุยะ ในวันที่ 3 เมษายน
 |
| ภาพจากไลฟ์ WEAVER ID TOUR 2014 Leading Ship at Shibuya Public Hall |
ซึ่งเวลานั้น (ปี 2011) เบ้จังเองก็กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัย Kwansei Gakuin (เอกปรัชญา) เบ้จังจึงต้องเดินทางกลับบ้านสัปดาห์ละสองครั้งเพื่อไปเรียนหนังสือ และก็ได้สำเร็จการศึกษาเมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิในปี 2011
และทางด้านโอ๊คคุงก็ลงทะเบียนเรียนเป็นนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มหาวิทยาลัยโอซาก้า แต่เขาต้องหยุดเรียนไว้เพื่อมาทำงานดนตรีอย่างเต็มตัว
 |
| ภาพจากโปรเจคพิเศษที่ WEAVER มาประเทศไทย |
และในช่วงปลายปี 2011 พวกเขาก็ได้ฤกษฺ์ปล่อยซิงเกิ้ลที่สองที่มีชื่อว่า "Egao no Aizu" เพื่อมาประกอบรายการ TV-show Asian Ace และช่วงต้นปี 2013 พวกเขาก็ได้ปล่อยสตูดิโออัลบั้มที่พวกเขาสร้างสรรค์ด้วยมือของพวกเขาที่มีชื่ออัลบั้มว่า Handmade และได้ออกทัวร์อีกครั้ง จนถึงช่วงกลางปีพวกเขาได้ปล่อยซิงเกิ้ลที่ 3 YumeJyanai Konosekai และช่วงปลายปีพวกเขาก็ได้มีโอกาสมาทำโปรเจคที่ประเทศไทยกับวง Instinct ในเพลง Light และ Time Will Find Away ซึ่งเพลง Time Will Find Away ก็ถูกนำมาบรรจุอยู่ในซิงเกิ้ลที่ 4 Kocchi wo Muite yo ซึ่งเป็นเพลงที่ถูกมาใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Momose , Kocchi wo Muite และหลังจากปล่อยซิงเกิ้ลที่ 4 พวกเขาก็ได้มีโอกาสไปเรียนที่เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษเวลาทั้งหมด 6 เดือนเต็ม และได้กลับทำงานเพลงที่พวกเขารักอีกครั้งในซิงเกิ้ลที่ 5 Kuchizuke Diamond ซึ่งถูกนำมาประกอบอนิเมะเรื่อง Yamadakun to 7nin Majo ซึ่งถือเป็นเส้นทางดนตรีเส้นใหม่ในปีที่ 6 ของพวกเขา
 |
| ภาพปัจจุบันของ WEAVER เรียงจากซ้ายไปขวา เบ้จัง > สุกิคุง > โอ๊คคุง |
ซึ่งกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าเพลงของ WEAVER นั้นมีทำนองที่เป็นเอกลักษณ์ และเนื้อหาที่แสดงออกถึงโลกทัศน์ที่ “โดดเดี่ยวแต่แข็งแกร่ง” สำหรับแผนงานในปัจจุบัน คาเมดะ เซอิจิก็ยังคงทำหน้าที่เป็น Sound producer ร่วมถึงพวกเขาเองก็ได้ทำดนตรีของพวกเขาอย่างเต็มที่และใส่รายละเอียดในทุกๆขึ้นตอนการผลิต ซึ่งตั้งแต่เริ่มเดบิวต์จนถึงปัจจุบัน พวกเขาทั้งสามคนมีหน้าที่ตามนี้
- สุกิโมโตะ ยูจิ (สุกิคุง) รับหน้าที่ประพันธ์ทำนอง ร้องนำและเปียโน
- โอคุโนะ โชตะ (โอ๊คคุง) รับหน้าที่ประพันธ์ทำนอง กีต้าร์เบสและเสียงประสาน
- คาวาเบะ โทรุ (เบ้จัง) รับหน้าที่เขียนเนื้อร้อง กลองและเสียงประสาน
และปัจจุบันพวกเขาก็ได้เดินบนเส้นทางดนตรีมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว พวกเขาได้สร้างโลกใบใหม่ด้วยเสียงเพลงของพวกเขาและพวกเขายังบอกในการสัมภาษณ์พิเศษของ KKBOX ว่า
" พวกเขาต้องการจะสร้างดนตรีให้เป็นบทเพลงประโลมโลก ให้ทุกคนที่ได้ฟังมีกำลังใจจากเพลงของพวกเขาและอยู่กับความเป็นจริงพร้อมสู้กับปัญหาและไม่เดินหนีมัน พวกเขาบอกว่านี่เป็นสิ่งที่พวกเขาฝันเอาไว้เสมอ ว่าทุกคนที่ได้ฟังเพลงของพวกเขาจะมีกำลังใจดีดีกลับไป "
และนี่เองก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมประทับใจเบ้จังมากๆทั้งรักและก็ชื่นชมในฝีไม้ลายมือในการเขียนเพลงและการเล่นดนตรี และนั่นแหละครับ ผมถึงยกย่องเบ้จังเป็นไอดอลและเป็นบุคคลที่ผมรักมากอีกหนึ่งคน
ติดตาม WEAVER ได้ที่
ดาวน์โหลดผลงานเพลงของ WEAVER ได้ที่